ท้องผูกแก้ได้ “ไม่ยาก” ?!!

BY cap07 POSTED IN Nutrition Expertise& อัพเดทข่าวสุขภาพ

เพื่อนๆหลายคนคงเคยประสบปัญหาท้องผูกกันอยู่บ้าง

ใช่ไหมคะรู้สึกแย่และไม่สบายท้องกันเลยทีเดียว

วันนี้แอดมินเลยมีเรื่องราวดีๆเกี่ยวกับ อาการท้องผูก 

มาแนะนำกันค่ะ ก่อนอื่นเราต้องไป

ทำความรู้จักกับอาการท้องผูกกันก่อนดีกว่าค่ะ

 

ท้องผูก หมายถึง อาการถ่ายอุจจาระลำบาก ซึ่งมักร่วมด้วยการมีอุจจาระแข็ง

กากอาหารที่เคลื่อนมาถึงลำไส้ใหญ่ใหม่ๆ จะยังค่อนข้างเหลวและมีน้ำอยู่มาก

สำไส้ใหญ่จะดูดน้ำและสารบางอย่างกลับเข้าสู่ร่างกายทำให้อุจจาระแห้งขึ้น

และเป็นรูปร่างหรือเป็นก้อนมากขึ้น ถ้าอุจจาระค้างอยู่ในลำไส้นานๆ หรือร่างกาย

มีภาวะขาดน้ำ น้ำในลำไส้ใหญ่จะถูกดูดกลับมากขึ้น ทำให้อุจจาระแข็งยิ่งขึ้น

 

ที่มา http://www.huffingtonpost.ca/

                              ที่มา http://www.huffingtonpost.ca/

แล้วท้องผูกเกิดขึ้นได้อย่างไรล่ะ ? 

  • กินอาหารมีกากใยต่ำ (กินผักผลไม้น้อย)
  • ดื่มน้ำน้อย
  • ขาดการเคลื่อนไหวร่างกายและการออกกำลังกาย
  • มีโรคเรื้อรังประจำตัว ทำให้ต้องจำกัดการออกแรง
  • โรคส่งผลต่อประสาทควบคุมการเคลื่อนไหวของลำไส้
  • กินยาบางชนิด ซึ่งมีผข้างเคียงลดการบีบตัวของลำไส้ เช่น ยาแก้ปวดในกลุ่มมอร์ฟีน
  • โรคเนื้องอกหรือโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

แล้วผลข้างเคียงจากท้องผูกจะมีไหม?

โดยทั่วไปไม่มีผลข้างเคียงที่รุนแรงจากอาการท้องผูกนอกจากความไม่สุขสบาย

นอกจากนั้นคือเกิดโรคริดสีดวงทวารจากการเบ่งอุจจาระเป็นประจำ

หรืออาจเกิดแผลแตกรอบๆทวารหนัก (แผลรอยเย็บขอบทวารหนัก)

จากก้อนอุจจาระที่แข็งกดครูด แต่ในบางครั้งเมื่อท้องผูกเรื้อรัง

มากจนก้อนอุจจาระแข็งมากอาจก่ออาการลำไส้อุดตันได้

(ปวดท้องมาก รุนแรงอาเจียนมาก ไม่ผายลม) ซึ่งเป็นอาการที่ควรต้องพบแพทย์ฉุกเฉิน

รักษาอาการท้องผูกได้อย่างไร?

แนวทางการรักษาอาการท้องผูกที่สำคัญคือ การเพิ่มมวลอุจจาระและ

ทำให้อุจจาระอ่อนนุ่มเคลื่อนที่ได้ง่ายซึ่งคือ การกินอาหารมีใยอาหารสูง

(ผัก ผลไม้ ธัญพืช ถั่วต่างๆ) และดื่มน้ำสะอาดวันละมากๆ เมื่อไม่มีโรคต้องจำกัดน้ำดื่ม

(เช่น โรคหัวใจล้มเหลว) อย่างน้อยวันละ 8 – 10 แก้ว และเคลื่อนไหวร่างกาย

ออกกำลังกายเสมอ ถ้าอาการท้องผูกยังคงมีอยู่ไม่ดีขึ้นหลังปรับเปลี่ยนอาหารดื่มน้ำ

และเพิ่มการเคลื่อนไหวร่างกายอาจใช้ยาแก้ท้องผูก โดยปรึกษาเภสัชกรก่อนเสมอ

ถ้าซื้อยากินเองเมื่อใช้ยาแก้ท้องผูกนานเกิน 5 – 7 วันแล้วอาการไม่ดีขึ้น

ควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุเพราะการใช้ยาแก้ท้องผูกบ่อยๆ

จะยิ่งกลับมาท้องผูกมากขึ้นและต้องเพิ่มปริมาณใช้ยามากขึ้นจนอาจก่ออันตรายได้

เช่น คลื่นไส้ อาเจียน มวนท้อง ปวดท้อง นอกจากนั้นคือ การรักษาโรคที่เป็นสาเหตุ

เช่น รักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่เมื่อเป็นสาเหตุของท้องผูกเป็นต้น

แอดมินก็มีคลิปวิดีโอดีๆ ที่เกี่ยวกับอาการท้องผูกมาฝากกันด้วยนะคะ

 

ดูแลตนเองอย่างไร?

  • กินอาหารมีใยอาหารสูงในทุกมื้ออาหาร
  • ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 6 – 8 แก้ว เมื่อไม่มีโรคต้องจำกัดน้ำดื่ม
  • เคลื่อนไหวร่างกายออกกำลังกายเสมอไม่นั่งๆนอนๆ
  • ผ่อนคลายอารมณ์ ลดความเครียด ลดความกังวล
  • ฝึกขับถ่ายเป็นเวลา ควรเริ่มตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็ก และมีเวลาให้ในการขับถ่ายไม่รีบเร่ง
  • ไม่กลั้นอุจจาระจนเป็นนิสัย เมื่อปวดถ่ายควรรีบเข้าห้องน้ำเสมอ
  • ควรปรึกษาแพทย์เรื่องท้องผูกโดยไม่ควรใช้ยาแก้ท้องผูกเอง

แต่ถ้าจะใช้ยาแก้ท้องผูกเอง ควรปรึกษาเภสัชกรก่อนซื้อยาเสมอเพื่อความปลอดภัยในการใช้ยา

 

1382435776-111-o

                              ที่มา : http://f.ptcdn.info

 

แล้วถ้าเกิดอาการหนัก ควรพบแพทย์เมื่อไร?

  • ดูแลตนเองในเบื้องต้นแล้วยังท้องผูก
  • ใช้ยาแก้ท้องผูก ประมาณ 5 – 7 วันแล้วท้องผูกยังไม่ดีขึ้น
  • ท้องผูกเกิดโดยไม่เคยมีอาการมาก่อน
  • มีอาการเรื้อรังนานเกิน 1 สัปดาห์
  • ท้องผูกสลับท้องเสียโดยไม่เคยเป็นมาก่อน เพราะเป็นอาการหนึ่งของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
  • อุจจาระมีลักษณะเล็กแบนเหมือนริบบิ้น เพราะเป็นตัวบ่งชี้ว่า อาจมีลำไส้ใหญ่ตีบ ซึ่งอาจจะมีก้อนเนื้อในลำไส้ใหญ่
  • มีเลือดออกหลังอุจจาระบ่อย เพราะอาจเป็นอาการของโรคริดสีดวงทวาร
  • หรือมีก้อนเนื้อในลำไส้ใหญ่ หรือมะเร็งลำไส้ใหญ่
  • ปวดเบ่งมากเมื่อถ่าย
  • ปวดท้องมากและคลื่นไส้ อาเจียน เพราะเป็นอาการของลำไส้อุดตัน
  • อุดจาระเป็นเลือด

 

constipation

                 ที่มา yousmellstank.blogspot.com

เห็นไหมล่ะคะเพื่อนๆอาการของท้องผูกไม่ได้น่ากลัวและ

ยังแก้ได้ไม่ยากเพียงเริ่มจากตัวของเราเอง

โดยการฝึกเข้าห้องน้ำให้สม่ำเสมอและหมั่นดื่มน้ำเยอะๆ

เพื่อช่วยให้อุดจาระขับถ่ายสะดวกยิ่งขึ้น

เพียงเท่านี้เราก็จะได้ไม่ต้องมากังวลกับอาการท้องผูก

อีกแล้วล่ะค่ะ :))))