ประโยชน์ของน้ำมันปลาน่ารู้

BY cap09 POSTED IN อาหารเพื่อสุขภาพ

หลายคนคงเข้าใจว่าน้ำมันปลากับน้ำมันตับปลานั้นคือตัวเดียวกัน ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่าน้ำมันปลาที่เรารู้จักนั้นไม่ใช่น้ำมันตับปลาอย่างที่หลายๆคนเข้าใจกัน ทีนี้รู้ไหมนะว่าน้ำมันปลาและน้ำมันตับปลาคืออะไร เรามาเข้าใจความแตกต่างของน้ำมันปลากับน้ำมันตับปลากันค่ะ

fish-oill

photo by : http://isitunhealthy.com/flaxseed-oil-vs-fish-oil/

———————————————————————————–

น้ำมันปลา (Fish oil) เป็นสารประกอบของกรดไขมันไม่อิ่มตัวชนิดโอเมก้า-3 ซึ่งกรดไขมันที่ว่านี้เป็นหนึ่งในกรดไขมันจำเป็นที่ร่างกายของเราไม่สามารถสร้างเองได้ ประกอบด้วย โอเมก้า-3 ที่สำคัญ 2 ชนิด คือ EPA(Eicosapentaenic acid) และ DHA (Docosacexaenoic acid) ซึ่งสารดังกล่าว 2 ตัวที่ว่านี้ มีความจำเป็นต่อการสร้างและซ่อมแซมเซลล์ซึ่งร่างกายของเรานั้นประกอบด้วยเซลล์ต่างๆมากมาย รวมถึงการสร้างความแข็งแรงให้กับเซลล์อีกด้วย ดังนั้นกรดไขมันโอเมกา-3 จึงมีบทบาทสำคัญต่อโครงสร้างและการทำงานของอวัยวะต่างๆในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นที่สมอง ตับ และระบบประสาทเกี่ยวกับการพัฒนาเรียนรู้ รวมทั้งเกี่ยวข้องกับในการมองเห็น และส่วนต่างๆที่สำคัญในร่างกายอีกมากมายอีกด้วย

ทีนี้สารสำคัญ 2 ตัวที่อยู่ในโอเมก้า-3 ของน้ำมันปลาคืออะไรกันนะ ?

1. EPA (Eicosapentaenoic Acid) มีคุณสมบัติในการลดไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือด พร้อมทั้งป้องกันการอุดตันของหลอดเลือด และยังป้องกันการเกาะตัวของเกล็ดเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรคสมองขาดเลือด และโรคที่เกี่ยวข้องกับกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด

2. DHA (Docosahexaenoic Acid) เป็นกรดไขมันสำคัญที่พบในเยื่อหุ้มเซลล์ โดย DHA ส่วนใหญ่จะถูกส่งไปที่สมองเนื่องจากสมองเป็นอวัยวะที่ต้องการ DHA มากที่สุด โดย DHA ทำหน้าที่เสมือนเป็นโครงสร้าง ของเยื่อหุ้มเซลล์ ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของสมองและดวงตา ทั้งนี้ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการทางสมอง การเรียนรู้ ความจำ ตลอดจนระบบสายตา

แล้ว โอเมก้า-3 มาจากไหนกันล่ะ ? ที่เราได้เกริ่นมาข้างต้นแล้วว่าโอเมก้า-3 เนี่ยะเป็นกรดไขมันจำเป็นที่ร่างกายของเราไม่สามารถสร้างเองได้ ซึ่งโอเมก้า-3 นั้นสามารถพบได้จาก ปลาทะเลน้ำลึกไม่ว่าจะเป็นปลาแซลมอนเอย ปลาแม็คเคอเรลเอย ปลาทูน่าเอย หรือปลาน้ำจืดบางชนิด เช่น ปลาสวาย ปลาช่อน ปลาดุก เป็นต้น

omega3fish

photo by : http://johnwest.com.au/nutrition/omega3

 

 

ส่วนเจ้าตัว น้ำมันตับปลา (Cod liver oil) เนี่ยะต้องระวังให้ดีนะคะว่ามันไม่ใช่น้ำมันปลา อย่างที่เราเราเข้าใจกัน ซึ่งเจ้าตัวน้ำมันตับปลาที่ว่าเนี่ยะ มันคือน้ำมันที่สกัดมาจากปลาทะเลน้ำลึก เช่น ปลาแฮริ่ง ปลาคอด หรือปลาแฮริบัท โดยสารอาหารตัวหลักที่เราจะได้รับจากน้ำมันตับปลา จะเป็นพวกวิตามินเอและวิตามินดี ซึ่งประโยชน์ของมันนั้นแตกต่างไปจากน้ำมันปลาเลย ก็คือ จะมีวิตามินเอคอยช่วยในเรื่องผิวพรรณ และมีวิตามินดีที่ช่วยในเรื่องการดูดซึมพวกแคลเซียมทำให้การเสริมสร้างกระดูกนั้นทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นนั่นเอง

cod-liver-oil-1 (1)

photo by : http://health.howstuffworks.com/wellness/natural-medicine/alternative/cod-liver-oil.htm

 

เข้าใจแล้วนะคะว่าน้ำมันปลาและน้ำมันตับปลานั้นมีความแตกต่างกัน ทีนี้เรามารู้จักประโยชน์ของน้ำมันปลาที่สำคัญต่อร่างกายของเรากันดีกว่าาา 🙂

 

ประโยชน์ของน้ำมันปลา (Fish oil)

สมองขาดเลือดชั่วคราว-01

photo by : http://haamor.com/th/สมองขาดเลือดชั่วคราว

 

  • ป้องกันโรคหัวใจขาดเลือดและสมองขาดเลือด
    ซึ่งน้ำมันปลาจะช่วยยับยั้งการเกาะตัวของเกล็ดเลือดและช่วยลดไขมันในเลือด จึงป้องกันการอุดตันของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจและสมอง
  • ป้องกันโรคหลอดเลือดอุดตัน
    กรดไขมันไม่อิ่มตัวในน้ำมันปลาเป็นสารตั้งต้นของสารกลุ่ม Eicosanoid ได้แก่ Prostaglandin-3 Prostaglandins-3) และ Thromboxan-3 โดยสารกลุ่มนี้จะยับยั้งการเกาะตัวของเกล็ดเลือด จึงสามารถช่วยป้องกันการอุดตันของหลอดเลือด และช่วยให้หลอดเลือดขยายตัวทำให้การไหลเวียนของเลือดในร่างกายนั้นดีขึ้น
  • ช่วยลดไขมันในเลือด กรดไขมันกลุ่มโอเมก้า-3 จะช่วยยับยั้งการสร้างไขมัน Triglycerides และ Lipoprotein ชนิด VLDL ซึ่งเป็นไขมันที่ไม่ดีต่อร่างกาย นอกจากนี้ยังเพิ่ม HDL ซึ่งเป็นไขมันดีในร่างกาย และเป็นไลโปโปรตีนที่นำโคเรสเตอรอลไปทำลายที่ตับ จึงสามารถลดไขมันในเส้นเลือดได้
  • ลดความดันโลหิตสูง
    น้ำมันปลาจะช่วยทำให้หลอดเลือดขยายตัว และป้องกันการอุดตันของหลอดเลือด ทำให้การไหลเวียนโลหิตดีขึ้น จึงมีผลให้ความดันเลือดลดลง

โดยที่น้ำมันปลา 1 กรัม จะให้พลังงานแก่ร่างกาย 9 กิโลแคลอรี ซึ่งขนาดรับประทาน
สำหรับบุคคลทั่วไปทานวันละ 1,000 มิลลิกรัม เพื่อป้องกันไขมันในเลือดสูง และสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ หลอดเลือด หรือผู้ที่ต้องการลดระดับไขมันในเลือด ลดความดันโลหิต ลดระดับไตรกลีเซอไรด์

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นข้อควรระวังที่สำคัญคือ

ระวังอันตรายในผู้ที่แพ้ปลาทะเลและผู้ที่กำลังได้รับยาต้านการแบ่งตัวของเกล็ดเลือดหรือแอสไพริน ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงน้ำมันปลาเพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับร่างกาย