ผลเสียต่อสายตาจากสังคมก้มหน้าที่ไม่ควรมองข้าม !!

BY cap06 POSTED IN Nutrition Expertise& ชะลอความแก่& สุขภาพกับความงาม& อัพเดทข่าวสุขภาพ

        ในยุคปัจจุบันนี้ถือได้ว่าเป็นยุคของโซเชียลมีเดียที่เทคโนโลยีมีความก้าวหน้าเป็นอย่างมาก จึงมักจะพบเห็นผู้คนในกลุ่มทั้งวัยเรียนและวัยทำงานส่วนมากมีการใช้สมาร์ทโฟน/แท็บเล็ต อยู่ตลอดเวลา จนถือได้ว่าเป็น ยุคสังคมก้มหน้า

 

 

แม้ว่าการใช้เครื่องมือสื่อสารเหล่านี้จะมีประโยชน์ ช่วยให้ทันต่อเหตุการณ์ต่างๆ ช่วยสร้างความสะดวกในการสื่อสาร และสามารถส่งได้ทั้งภาพและเสียง ช่วยประหยัดทั้งเวลาและเงิน เนื่องจากไม่ต้องเสียค่าโทรศัพท์  แต่ก็มีข้อเสียจากยุคสังคมก้มหน้านี้ จากการที่การใช้สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตที่มากเกินไปจนนั้นจะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง รวมถึงส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายได้มาก ที่สำคัญที่สุดคือผลเสียต่อ ดวงตา นั่นเอง

 

ดวงตา ถือเป็นอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย เป็นหน้าต่างของตัวเราในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ ดวงตาจะช่วยให้เรามองเห็นและรับรู้สิ่งรอบตัว ช่วยในการทำกิจกรรมและดำเนินชีวิตประจำวันด้วย จะเห็นได้ว่าดวงตาเป็นสิ่งที่สำคัญมาก หากมีการใช้สายตามากเกินไป มีเพ่งจอสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตเป็นเวลานานๆ จะส่งผลให้ดวงตาโดนทำลายโดยไม่รู้ตัว แล้วเกิดปัญหาโรคทางสายตาก่อนวัยอันควรได้ 

สิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามคือ อันตรายจากแสงสีฟ้า ที่อยู่ในจอสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต จะกระตุ้นให้เกิดอนุมูลอิสระซึ่งจะทำลายดวงตาหากจ้องมองนานๆ

 Focus-Blue-Light-Cut-05

Photo by http://specphone.com

นอกจากนั้นการจ้องมองนานๆทำให้กระพริบตาน้อยลง ซึ่งโดยปกติจะกระพริบตานาทีละประมาณ 20 ครั้ง เพื่อให้ตาได้รับความชุ่มชื้น การจ้องเพ่งมองนานๆ จะทำให้ตาแห้งและกระพริบตาน้อยลง แสบตา การมองเห็นเริ่มผิดปกติเห็นภาพซ้อน สายตาพร่ามัว สายตาล้า สายตาสั้น มองไม่ชัด ปวดเบ้าตา กล้ามเนื้อตาอ่อนล้า และกระตุ้นให้จอประสาทตาเสื่อมได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อโณคต้อกระจกมากขึ้นด้วย ซึ่งก็มาจากพฤติกรรมสังคมก้มหน้าที่จ้องหน้าจออุปกรณ์สื่อสารเหล่านั้นติดต่อกันเป็นเวลานานๆ

ดังนั้นเราควรป้องกันการเกิดความผิดปกติต่างๆ กับดวงตา เพราะไม่มีใครตอบได้ว่าเมื่อดวงตาเกิดความผิดปกติแล้วจะสามารถกลับมามองได้ชัดเหมือนเดิมหรือไม่

  • เริ่มจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ดวงตา เช่น หากต้องทำงานหน้าจอสมาร์ทโฟนเป็นเวลานานๆ ควรหมั่นพักสายตา 2-3 นาที ต่อการใช้สายตาทุกๆ 30 นาที หรือ 1 ชั่วโมง และกระพริบตาบ่อยๆ 10-15 ครั้งต่อนาที
  • หากจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ เครื่องมือสื่อสารไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟน แท็บเล็ตหรือคอมพิวเตอร์ ในการทำงานเป็นเวลานานๆ ควรนั่งทำงานในที่ที่มีแสงสว่างเพียงพอ ปรับลดแสงสว่างจากหน้าจอเพื่อลดปริมาณแสงแดดเข้าสู่ดวงตาที่นำมาซึ่งความเสื่อม และความผิดปกติของดวงตา
  • ควรหลีกเลี่ยงการมีพฤติกรรมแบบสังคมก้มหน้า หันมาพูดคุยกับคนรอบข้างมากขึ้น นอกจากจะช่วยป้องกันสายตาได้แล้วยังสามารถช่วยสร้างความสัมพันธ์กับคนรอบข้างได้ด้วย
  • ควรบำรุงดวงตาจากภายในด้วยอาหารบำรุงดวงที่มีประโยชน์ควบคู่ไปด้วย เช่น การเลือกผักและผลไม้ที่มีวิตามิน เอ สูง ที่มีฤทธิ์ช่วยต้านอนุมูลอิสระ และความเสื่อมของดวงตา รวมทั้งช่วยป้องกันความผิดปกติต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับดวงตา ซึ่งสารต้านอนุมูลอิสระพบมากในผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ต่างๆ เช่น สตอเบอร์รี่ ราสเบอร์รี่ บิลเบอร์รี่ เป็นต้น นอกจากนี้จะเป็นผักบุ้งมีวิตามิน A ช่วยเรื่องการมองเห็น และกลุ่มแบตาแคโรทีนผักที่มีสีเหลือง สีส้ม ก็ช่วยเรื่องการบำรุงสายตาได้ดี
  • นอกจากนี้ยังควรนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ ที่สำคัญที่สุด ควรไปพบจักษุแพทย์ เพื่อตรวจสุขภาพดวงตาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และหากเกิดความผิดปกติของดวงตาควรรีบไปพบจักษุแพทย์ทันที