เลือกครีมกันแดดอย่างเทพ ต้องแบบนี้!!!!!

BY cap07 POSTED IN สุขภาพกับความงาม

 

                  แสงแดดเมืองไทยเป็นอะไรที่ใครๆก็รู้ซึ้งเป็นอย่างดี ชาติไหนๆมาก็จะพูดเป็นเสียงเดียวกันถึงความร้อน ที่ร้อนได้ทุกฤดู ทุกโอกาส ยิ่งปีนี้อุณหภูมิบางพื้นที่ของไทยขึ้นไปสูงเหยียบ 44 องศา อุณหภูมิที่สูงไม่ได้นำแค่ความร้อนมาสู่เราๆเท่านั้น แต่ยังนำมาซึ่งอันตรายต่อผิวด้วย หลายคนเลือกสวมเสื้อกันแดด กางร่ม แต่นั่นไม่เพียงพอที่จะป้องกันอันตรายที่จะเกิดกับผิวเราได้

 

sun2

photo by: http://fashionvials.com/

  • ทำไมถึงไม่เพียงพอ

 

ในแสงแดดจะมีรังสีที่ตาคนเรามองไม่เห็น นั่นคือ รังสี UV หรือ รังสีอัลตร้าไวโอเล็ต ซึ่งรังสี UV ที่ส่องผ่านมายังพื้นโลกของเราและเป็นอันตรายต่อผิวเรานั้น แบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือรังสี UVA และรังสี UVB

การกางร่มจะปกป้องผิวหนังจากรังสี UV ได้เพียง 50% ในขณะที่หากใช้ครีมกันแดดจะสามารถปกป้องได้มากกว่า หนำซ้ำบางคนยังมีความเข้าใจผิดๆว่า หากมีเมฆบดบังแสงแดด หรือมีอากาศเย็น ลมพัด ก็ไม่จำเป็นต้องทาครีมกันแดด หารู้ไม่ว่า รังสียูวีสามารถทะลุผ่านเมฆบางได้มากกว่า 90% และการที่มีลมพัด อากาศเย็น จะเป็นตัวที่ให้คุณอยู่ภายใต้แสงแดดนานขึ้น โอกาสที่จะได้รับรังสี UV ก็มากขึ้นด้วย

 

 

  • มาดูประเทศไทยกันหน่อยว่าได้รับรังสี UV มากขนาดไหน?

 

UVI

photo by: http://www.weatheronline.co.uk

                 เมืองไทยเรามีค่า UV index สูงถึงระดับ 9-10 ซึ่งความหมายของค่า UV Index หรือ UVI คือการวัดปริมาณของความเข้มของรังสี UV ที่ฉายลงมาบนพื้นผิวโลก ซึ่งมีผลกระทบกับผิวหนังคนเรา สำหรับค่า UVI 9-10 หมายถึง มีผลกระทบกับผิวหนังอยู่ในระดับรุนแรง และจำเป็นต้องได้รับการป้องกันด้วยครีมกันแดด สวมหมวก แว่นตากันแดด และสวมเสื้อคลุม หรือกางร่ม

???แล้วจะเลือกใช้ครีมกันแดดยังไงดีนะ???

 

1. มองหาค่า SPF ซะก่อน

 

SPF หรือ Sun Protection Factor ซึ่งหมายถึงประสิทธิภาพในการป้องกันผิวจากรังสี UVB ค่า SPF จะบอกว่าผิวจะสามารถต้านทานรังสี UVB ได้กี่เท่าเมื่อเทียบกับเมื่อไม่ทากันแดด เช่น ปกติสามารถอยู่กลางแดดได้ 15 นาที แล้วผิวเริ่มแดง ทนไม่ได้ ถ้าครีมกันแดดมีค่า SPF 30 จะหมายถึงว่า ผิวจะสามารถทนต่อแสงแดดได้ 30 เท่าของระยะเวลา 15 นาที

ซึ่งรังสี UVB พูดง่ายๆคือ ต้นเหตุที่ทำให้เราแสบผิวเมื่อออกไปเจอแสงแดด ทำให้เกิดผิวคล้ำแดง ผิวไหม้ เกิดฝ้า แห้งกร้าน และกลายเป็นมะเร็งผิวหนังได้ ในแสงแดดจะมีรังสี UVB อยู่ประมาณ 5% รังสีนี้ไม่สามารถทะลุผ่านกระจกนะจ๊ะ

 

สำหรับการเลือกครีมกันแดด ควรดู SPF ให้เหมาะสมกับแต่ละคน

  • หากต้องเล่นกีฬากลางแจ้ง ว่ายน้ำกลางแดดแรงๆ อาจต้องเลือกใช้ SPF สูงถึง 50
  • ทำงานข้างนอก หรือมีโอกาสสัมผัสแดดนานกว่าปกติ อาจเลือกใช้ SPF ประมาณ 30
  • ทำงานในร่มเป็นส่วนใหญ่ การใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF 15-30 ก็เพียงพอแล้ว

 

sunscreen2
photo by: http://www.reflectiongaze.com/facial-care/

2. มองหาค่า PA ด้วยนะ

 

ดูค่า SPF แล้วก็อย่าลืมดูค่า PA ด้วยล่ะ เพราะค่า PA หรือ Protection Grade of UVA จะแสดงการปกป้องผิวจากรังสี UVA ซึ่งเป็นรังสีที่สามารถผ่านทะลุเข้าไปที่ชั้นผิวหนังได้ลึกที่สุด ทั้งชั้นหนังกำพร้าและชั้นหนังแท้ แม้ว่าการสัมผัสรังสีนี้จะไม่ทำให้รู้สึกเจ็บแสบที่ผิว ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้บางคนละเลยการป้องกันรังสีนี้ ทั้งๆที่เป็นอันตรายต่อผิวมากที่สุดและพบในแสงแดดสูงถึง 95%

 

bottle-sunscreen
photo by: http://handyhomehints.com/

                รังสี UVA จะทำให้เกิดผลกระทบต่อโครงสร้างชั้นผิวหนัง อีกทั้งยังสามารถทะลุทะลวงผ่านกระจกได้ และมีอยู่แม้ในแสงจากหลอดไฟและหน้าจอคอมพิวเตอร์ ผลของรังสี UVA จะทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่น มีริ้วรอย ผิวคล้ำ เป็นฝ้า กระ จุดด่างดำ และทำให้เกิดมะเร็งผิวหนัง ซึ่งการปกป้องผิวจากรังสี UVA นี้จะแสดงเครื่องหมาย + ติดมาหลังค่า PA ด้วย ได้แก่

 

  1. PA+ หมายถึง มีประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UVA ได้ 1-3 เท่า
  2. PA++ หมายถึง มีประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UVA สูง ป้องกันได้ 4-5 เท่า
  3. PA+++ หมายถึง มีประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UVA สูงสุด ป้องกันได้ 6-8 เท่า

 

                 สำหรับการเลือกครีมกันแดดที่มีค่า PA ก็ขึ้นอยู่กับการใช้งานของแต่ละคนเช่นกัน ถ้าเราไม่ได้ทำงานกลางแจ้ง ไปทะเล หรือออกแดดตลอดเวลา การใช้ครีมกันแดดที่มีค่าการปกป้องมากๆก็ไม่จำเป็น

UVB-UVA cartoon

photo by: http://www.touslesprix.com/

3. เนื้อครีมกันแดดที่เหมาะกับเรา

 

ถึงแม้จะชื่อว่าครีมกันแดด แต่ในความเป็นจริงแล้ว มีรูปแบบอื่นๆอีกนอกจากรูปแบบครีม ซึ่งจะมีการเลือกลักษณะครีมกันแดดให้เหมาะสมกับผิวดังนี้

 

  • ผิวธรรมดา: แนะนำเป็นการใช้ในรูปแบบโลชั่นหรือครีมก็ได้ แล้วแต่ความชอบส่วนตัว
  • ผิวแห้ง: แนะนำเป็นชนิดเนื้อครีม เพราะมีน้ำมันผสมมากกว่า
  • ผิวแห้งมาก: แนะนำผลิตภัณฑ์ประเภทน้ำมันล้วน
  • ผิวมัน: แนะนำครีมกันแดดรูปแบบสูตรน้ำ เจล หรือเซรั่ม เนื้อบางเบา

 

4. คนแพ้ง่าย ต้องเลือกหน่อย!

 

ให้เลือกใช้ครีมกันแดดที่มีระบุว่า Hypoallergenic หรือทดสอบด้วยตนเอง โดยการทาครีมกันแดดที่ใต้ท้องแขนทิ้งไว้ 2-3 ชั่วโมงหรือ 1 วัน หากแพ้สารที่ผสมในครีมจะสังเกตเห็นอาการบวมแดง ตุ่มนูนแดง แสบ คัน

ระมัดระวังครีมกันแดดที่มีส่วนผสมของน้ำหอม และแอลกอฮอล์ เพราะเป็นสารที่ทำให้แพ้ได้ง่าย

 

5. จำนวนและปริมาณ ทาสักเท่าไหร่ดี?

 

ปกติต้องทาครีมกันแดดซ้ำทุก 2-3 ชั่วโมงหากต้องทำงานกลางแดดจัด โดนลม หรือว่ายน้ำ แต่ถ้าทำงานในที่ร่ม การทาเพียงวันละครั้งก็เพียงพอแล้ว

ปริมาณที่ทาก็มีความสำคัญ ในทางทฤษฎีจะต้องทาครีมกันแดด 2 มิลลิกรัมต่อตารางเซนติเมตร หรือพูดให้ง่ายๆคือ ท่าครีมกันแดดบริเวณหน้าจะใช้ประมาณ 2 ข้อนิ้วกลาง เพราะถ้าทาน้อยเกินไป ค่า SPF ที่สามารถปกป้องผิวได้จะลดลง

 

                การเลือกครีมกันแดดให้เหมาะสม เปรียบเสมือนเรามีเกราะป้องกันผิวเราจากอันตราย ดังนั้น อย่าลืมทาครีมกันแดดเป็นประจำ เพราะเมืองไทยต่อให้เป็นฤดูไหนๆ ก็ต้องปะทะกับเจ้า “แสงแดด” อยู่เสมอ ถ้าอยากให้ผิวเราสุขภาพดี ก็ต้องใส่ใจดูแลผิวกันนะคะ

 

suntan3

photo by: http://www.allparenting.com/