แผลเป็นจากสิว จัดการได้ง่ายนิดเดียว

BY cap07 POSTED IN สุขภาพกับความงาม

การเกิดสิวและแผลเป็นจากสิว

               สิวเกิดจากการอุดตันของรูขุมขนที่มีต่อมไขมันมาเปิดหรือการระคายเคืองของไขมัน โดยสาเหตุที่สำคัญที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองคือ เชื้อแบคทีเรีย โดยเชื้อที่พบบ่อยคือ Propionibacterium acne (P.acnees ) ซึ่งมักอาศัยอยู่บริเวณผิวหนัง โดยสิวมีหลายชนิด ที่พบได้บ่อยคือสิวในวัยหนุ่มสาว (acne vulgaris) สิวที่พบในวัยเด็ก เช่น สิวเด็กอ่อน(acne neonatorum) สิวจากการแพ้สารสัมผัส (acne venenata) หรือสิวที่เกิดจากการใช้ยา (acne medicamentosa) ในกรณีที่เป็นสิวชนิดรุนแรง และมีโพรงหนอง (cystic) อาจเรียกว่าเป็นสิวหัวช้าง (acne conglobata)

What-Is-Cystic-Acne-and-how-to-treatment-min                                                                        Photo by: nidaskincosmetic.com

                 สิวประกอบด้วยลักษณะสำคัญคือหัวสิว (comedone) ซึ่งอาจเป็น สิวหัวดำ (open comedone) หรืออาจเป็นสิวหัวขาว  (close comedone) นอกจากนั้นอาจมีตุ่มนูนแดง ตุ่มหนอง หรือตุ่มโพรงหนอง ส่วนใหญ่สิวอักเสบเป็นตัวการสำคัญที่ก่อให้เกิดรอยแผลเป็น รอยแดง รอยดำ รอยบุ๋ม หรือบางครั้งอาจมีรอยนูนโดยเฉพาะอย่างยิ่งการอักเสบของสิวนั้นไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องคือ เมื่อสิวนั้นถูกกระตุ้นให้มีการอักเสบมากยิ่งขึ้น เช่น การแกะ เกา หรือบีบสิว อีทั้งพฤติกรรมเหล่านี้ยังเป็นสาเหตุให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียยิ่งก่อให้เกิดการอักเสบของสิวซ้ำที่บริเวณเดิม ก็ยิ่งจะทิ้งรอยเอาไว้ ซึ่งรอยแผลเป็นจากสิวจะมีอยู่ 3 แบบ คือ

ลักษณะแผลเป็นจากสิว

  1. แบบเป็นเนื้อนูนที่เกิดจากการทำลายเนื้อเยื่อในชั้นหนังแท้ แต่มีการซ่อมแซมของผิวมากกว่าปกติจนทำให้เกิดเป็นเนื้อนูนขึ้น
  2. แบบหลุมสิวซึ่งเกิดได้จากการทำลายเนื้อเยื่อคอลลาเจนในชั้นหนังแท้จนทำให้เกิดรอยบุ๋ม
  3. แบบรอยแดง รอยดำ หรือการเปลี่ยนแปลงของสี

lllj

           ตามธรรมชาติแล้วเมื่อร่างกายได้รับการบาดเจ็บอันตราย ก็จะนำไปสู่การซ่อมแซมของผิวหนัง การซ่อมแซมนั้นจะเริ่มตั้งแต่การห้ามเลือดจากบาดแผลไปจนถึงการสร้างคอลลาเจนใหม่ที่แข็งแรงใต้ผิว และกลายเป็นแผลเป็นที่สมบูรณ์ ซึ่งกินเวลาทั้งสิ้นประมาณ 1 ปี บางรายก็เป็นแผลเป็นนูน ส่วนบางรายก็เป็นแผลเป็นที่ลึกลงไป อย่างที่ได้กล่าวไปแล้ว ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญในการหายของบาดแผลว่าสมบูรณ์หรือไม่ ขึ้นอยู่กับความลึกของบาดแผล ตำแหน่งที่เกิดบาดแผล สาเหตุการเกิดบาดแผล การดูแลรักษาแผล เป็นต้น ส่วนวิธีที่ใช้ในการรักษาและผลของการรักษาก็ขึ้นอยู่ความรุนแรงของแผลเป็นหลัก

วิธีรักษาแผลเป็นจากสิว

  • ป้องกันไม่ให้เกิดสิวเมื่อเป็นสิวอักเสบควรรีบรักษาให้หายโดยเร็วที่สุด ในระหว่างที่เป็นสิวไม่ควรแกะหรือบีบสิวโดยเด็ดขาด เพราะจะยิ่งทำให้สิวอักเสบมากขึ้น หายช้าลง และอาจทำให้เกิดรอยแผลเป็นหลังจากสิวหายได้ และไม่ควรล้างหน้า เช็ดหน้า ขัดถูหน้า หรือรบกวนใบหน้ามากจนเกินไป หันมาเลือกใช้สบู่อ่อน ๆ งดเว้นการใช้เครื่องสำอางหรือครีมที่เหนียวเหนอะหนะ เพราะจะมีโอกาสกระตุ้นการเกิดสิวได้ ฯลฯFresh and lovely woman washing her face

 

  • การใช้ยาทาในรูปแบบต่าง ๆยารักษาแผลเป็นจากสิว เช่น การแต้มกรด TCA การใช้กรดวิตามินหรือยาในกลุ่มอนุพันธ์ของวิตามินเอ เช่น Retin A เพื่อช่วยกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจน และการลอกผิวด้วยกรดผลไม้อย่าง AHA, BHA, PHA เพื่อทำให้เซลล์ผิวหนังด้านบนหลุดออกและเกิดการซ่อมแซม ก็ช่วยทำให้หลุมสิว และรอยแผลเป็นจากสิวดีขึ้นได้
  • ครีมลดรอยแผลเป็นจากสิวที่มีขายทั่วไป ซึ่งมีส่วนผสมของวิตามินอี วิตามินซี อาร์บูติน กรดโคจิก ฯลฯ แต่การรักษาด้วยวิธีนี้อาจต้องใช้ระยะเวลานานพอสมควร ถ้าหากไม่ดีขึ้นคงต้องปรึกษาแพทย์ผิวหนังโดยตรงแล้วล่ะ อย่างยี่ห้อที่นิยมใช้กันแล้วได้ผลดีก็มียี่ห้อ MEDERMA (เมเดอร์มา) ที่ช่วยลดรอยดำจากสิวได้ดี ทาแล้วหน้าไม่มันมาก หลอด 10 กรัม ราคาประมาณ 330 บาท, Hiruscar (ฮีรูสการ์) เป็นเนื้อเจลดูดซึมเร็ว อ่อนโยนต่อผิวเพราะไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ หลอด 10 กรัม ราคาประมาณ 350 บาท, Scagel (สกาเจล) เนื้อเจลใส ไร้กลิ่น เกลี่ยง่าย ซึมไว เป็นครีมลบรอยดำจากสิวที่ได้รับความนิยมมากอีกตัวหนึ่ง ฯลฯ
  • การทำไอออนโต(Iontophoresis) เป็นการอาศัยหลักการผลักยาเข้าสู่ผิวชั้นในด้วยกระแสไฟฟ้า ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ทำให้ผิวตึงขึ้น แผลเป็นดูดีขึ้น
  • การฉีดยาสเตียรอยด์เป็นการรักษาแผลเป็นนูนด้วยการฉีดยาสเตียรอยด์และยาต้านการเจริญของพังพืด โดยแพทย์จะทำให้การฉีดยาเข้าไปใต้ตำแหน่งของแผลเป็น ซึ่งจะช่วยให้แผลเป็นนั้นแบนราบลงได้ แต่อาจจะต้องทำหลายครั้ง เมื่อแผลเป็นยุบแล้ว ก็อาจต้องทำเลเซอร์ซ้ำอีกเพื่อให้ผิวเรียบเนียนยิ่งขึ้น
  • การฉีดฟิลเลอร์สำหรับรอยแผลเป็นจากสิวที่เป็นร่องลึกจนกลายเป็นหลุมสิว สามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ด้วยการฉีดฟิลเลอร์ เพื่อเติมเต็มชั้นผิวหนังให้กลับมาเรียบเนียนเหมือนเดิม ซึ่งสารที่นิยมนำมาใช้ฉีดมักจะเป็นคอลลาเจน และไฮยารูรอนิค เอซิด (Hyaluronic Acid) แม้ว่าจะให้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นทันตา แต่ก็ยังไม่ใช่วิธีการรักษาที่ได้ผลถาวร เพราะเมื่อฟิลเลอร์ที่ฉีดสลายไป รอยหลุมสิวก็จะปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง จึงต้องทำการฉีดซ้ำเรื่อย ๆ ทุก ๆ ประมาณ 6-12 เดือนhh

 

  • การใช้เลเซอร์เป็นอีกวิธีที่ช่วยกำจัดรอยแผลเป็นจากสิวอย่างทันใจ ซึ่งเลเซอร์ที่ว่าอาจเป็นเลเซอร์กำจัดรอยสิวธรรมดา ๆ ที่ช่วยผลัดเซลล์บริเวณที่เป็นรอยอย่างล้ำลึกและหมดจดมากขึ้น หรืออาจเลือกทำด้วยเครื่อง Fractional Laser หรือ Fraxel® Laser ซึ่งเป็นวิธีการรักษารอยดำจากสิวรวมทั้งรอยแผลเป็นได้ สามารถแก้ปัญหารอยหลุมสิวได้อยู่หมัด แต่การทำเลเซอร์อาจมีข้อจำกัดบางประการและต้องทำซ้ำหลายครั้งจึงจะเห็นผลที่ชัดเจน ซึ่งก็แล้วแต่ดุลยพินิจของแพทย์ผิวหนัง
  • การผ่าตัดรอยแผลเป็นจากสิวในกรณีที่แผลเป็นจากสิวเป็นหลุมลึกและมีขนาดใหญ่ อาจต้องรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดเอารอยแผลนั้นออกไปจากใบหน้า แต่ก็ต้องคำนึงถึงโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำของแผลนูน เนื่องจากจะเป็นการทำให้เกิดแผลเย็บใหม่ ซึ่งวิธีนี้ค่อนข้างมีความเสี่ยงอยู่พอสมควร แถมราคาแพง จึงเป็นวิธีที่แนะนำให้ใช้เป็นตัวเลือกสุดท้าย แต่ถ้าหากต้องกำจัดรอยสิวมาก ๆ และแพทย์ผิวหนังก็เห็นด้วยกับการผ่าตัด ก็พิจารณาตามสมควร